วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ณ สำนักสงฆ์ทีปธโม จ.นครสวรรค์

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 สำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรมทีปธมโม ตำบลแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา โดยมีพระเมืองมนต์ (มหาวีโร) รักษาการเจ้าอาวาส เป็นผู้ดำเนินการจัดงาน ในพิธีครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระครูสุตวรธรรม วรธมโม แห่งวัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคุณนายแสงศิริ เพิ่มพูล ภริยาท่านอนุญาโตตุลาการ คปภ. ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส วัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อรวบรวมจตุปัจจัยในการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ณ สำนักสงฆ์แห่งนี้ ซึ่งจะเป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมจิตและปฏิบัติธรรมให้แก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่และใกล้เคียง

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบร่มเย็น มีพุทธศาสนิกชนจากหลายจังหวัด อาทิ ชัยภูมิ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ เชียงราย กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง เดินทางมาร่วมงาน พร้อมทั้งร่วมประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลาปฏิบัติธรรม ภายในงานยังมีโรงทานให้บริการแก่ผู้ร่วมงานอย่างทั่วถึง โดยยอดเงินจากการทอดผ้าป่าสามัคคีรวมทั้งสิ้นจำนวน 52,182 บาท ซึ่งจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติธรรมเพื่อประโยชน์ทางพระพุทธศาสนาในระยะยาวต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์คัดเลือก 5 เมนูอาหารถิ่น ลุ้นติดโผ "Thailand Best Local Food" ประจำปี 2568 ในโครงการ “รสชาติ...ที่หายไป”



นายวิศิษฐ์ เบ็ญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนางรุ่งระวี มีทองคำ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ คณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม เพชรบุระ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ อาคาร 1 ชั้น 5

นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) "รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste" ประจำปีงบประมาณ พ.. 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมเมนูอาหาร ถิ่นที่กำลังจะเลือนหาย ยกระดับ พัฒนา สร้างสรรค์ เป็นอาหารถิ่นของจังหวัด และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ เผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหารของประเทศ ตลอดจนนำเสนอเมนูอาหารที่สร้างสรรค์จากอาหารพื้นบ้าน เพิ่มมูลค่าของอาหารต่อยอดวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรจากชุมชน ให้สามารถนำเสนอในมิติความแตกต่างแปลกใหม่และเป็นสากล ตลอดจนเล็งเห็นถึงโอกาสในการปลูกฝังค่านิยมการรับประทานอาหารที่ปรุงจากอาหารพื้นบ้านแก่เยาวชนรุ่นใหม่สืบไป

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจเสนอรายการอาหารถิ่นเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่นของจังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2568 โดยมีผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมจำนวน7 เมนู ประกอบด้วย แกงหัวเอื้อง อำเภอศรีเทพ ขนมข้าวโปงดำ อำเภอศรีเทพ ขนมดาดกระทะ อำเภอศรีเทพ ขนมไข่ช้าง อำเภอวังโป่ง ข้าวหลามพญาลืมแกง อำเภอน้ำหนาว อาหารไททรงดำ "ผักจุ๊บ" อำเภอบึงสามพัน ขนมลิ้นหมา อำเภอวิเชียรบุรี โดยทำการคัดเลือกให้เหลือ 5 รายการ ได้แก่ แกงหัวเอื้อง อำเภอศรีเทพ ขนมข้าวโปงดำ อำเภอศรีเทพ ขนมไข่ช้าง อำเภอวังโป่ง ข้าวหลามพญาลืมแกง อำเภอน้ำหนาว อาหารไททรงดำ "ผักจุ๊บ" อำเภอบึงสามพัน

ทั้งนี้ ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะทำการพิจารณาคัดเลือกเมนู จาก 5 เมนู ให้เหลือจำนวน 3 เมนู และจัดทำลิงก์การโหวตเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด โดยจะจัดส่งลิงก์การโหวตให้กับจังหวัดเพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมโหวตสุดยอดเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด พร้อมกันทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะประกาศเผยแพร่เมนูอาหารถิ่น "1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น" ประจำปี 2568 ของ 77 จังหวัดต่อไป


อนึ่ง ที่ผ่านมาในปี 2566 ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ได้โหวตเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด ได้แก่ปิ้งไก่ข้าวเบือเป็นอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบ้านบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จุดเด่นอยู่ที่การนำข้าวสารเหนียวมาแช่น้ำ แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นผสมกับเครื่องแกงสูตรเฉพาะของแต่ละบ้าน ก่อนนำไปทาบนชิ้นไก่ (เนื้ออก ปีก หรือส่วนอื่นที่หั่นยาว) แล้วหนีบด้วยไม้ไผ่ ปิ้งจนสุกหอม ข้าวเบือและเครื่องแกงจะมีสีส้มสวยน่ารับประทาน รสจัดจ้าน และมีความเหนียวนุ่ม เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่รวมวัตถุดิบหลักทั้งข้าว เนื้อไก่ และเครื่องแกงไว้ในคำเดียวอย่างลงตัว ส่วนในปี 2567 เมนูแกงอีเหี่ยว ได้รับการโหวตให้เป็นเมนูอาหารถิ่น "1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น" ประจำปี ซึ่ง“แกงอีเหี่ยว” เป็นอาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวบ้านนาตะกรุด อำเภอศรีเทพ โดยใช้หน่อไม้ซึ่งมีผลผลิตเฉพาะฤดู นำมาฉีกเป็นเส้น สับ นึ่ง แล้วตากแห้งจนกลายเป็น “อีเหี่ยว”เมื่อต้องการปรุงอาหาร จะนำไปแช่น้ำให้นุ่มแล้วนำมาแกงเหมือนแกงหน่อไม้ทั่วไป โดยสามารถใส่กากหมู ถั่วคั่ว หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ได้ตามชอบ นอกจากจะเป็นเมนูที่อร่อยแล้ว ยังสะท้อนวิถีชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติของชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ จ.เพชรบูรณ์ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรหนี้สินรุมเร้า แนะขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน

27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีประเด็นหารือสำคัญเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินและมีแนวโน้มจะถูกสถาบันการเงินยึดทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนตามนโยบายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรระดับชาติ

ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ หรือหนี้ที่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้องของธนาคาร ให้เร่งติดต่อประธานกองทุนฟื้นฟูฯ ในแต่ละตำบลหรือหมู่บ้าน เพื่อขึ้นทะเบียนและสมัครเป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยด่วน เนื่องจากการเป็นสมาชิกถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการยื่นขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน ทั้งในด้านการจัดการหนี้ การคุ้มครองสิทธิในที่ดินทำกิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระยะยาว

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีนโยบายหลักในการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจและภาวะหนี้สิน ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะการดำเนินการฟื้นฟูหนี้สินผ่านกลไกของคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งสามารถไกล่เกลี่ย เจรจา และขอชะลอการบังคับคดีได้ในบางกรณีคณะอนุกรรมการจังหวัดเพชรบูรณ์ขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชน และเกษตรกรทุกคน ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลนี้ไปยังผู้ที่กำลังเผชิญปัญหา เพื่อไม่ให้สูญเสียที่ดินทำกิน และสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ใต้ถุนอาคารหอประชุม ศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือประธานกองทุนฟื้นฟูฯ ประจำตำบล/หมู่บ้านในพื้นที่ของตน.

สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมโครงการหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ครั้งที่ 7/2568


วันที่ 26 พฤษภาคม 2568  นายวรรณลภย์ ทองบุดดี เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหมายให้กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอศรีเทพ เข้าร่วมงานพร้อมทั้งออกให้บริการตามโครงการหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน (จังหวัดเคลื่อนที่) ครั้งที่ 7/2568 ณ วัดวังกำแพง หมู่ที่ 7 ต.สระกรวด อ .ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมงานในครั้งนี้

สำหรับ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอศรีเทพ ได้ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตร บริการปรับสมุดทะเบียนเกษตรกร พร้อมทั้งนำเชื้อราไตรโคเดอร์มา จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง แผ่นพับความรู้การเกษตร นำมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

เนื่องจากในสภาวะปัจจุบันสภาพดินในแปลงปลูกพืชทั่วไปมีความเสื่อมโทรมลงอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีอย่างหนัก โดยไม่เคยปรับปรุงบำรุงดิน จึงทำให้ประสบปัญหาการระบาดของโรคเชื้อราทางดิน ซึ่งเมื่อพืชเป็นโรคแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ การใช้สารเคมีจึงเป็นการสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่า นอกจากนั้นยังทำให้เกิดปัญหาหลายประการ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เพื่อป้องกันกำจัดโรคร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อย และยังมีความปลอดภัยสูง วิธีการนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งสำหรับเกษตร


เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า คือเชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากอินทรีย์วัตถุเป็นอาหารโดยไม่มีอันตรายกับพืช คน สัตว์และแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าหลายชนิดมีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดิน จึงทำให้พืชมีระบบรากที่สมบูรณ์ แข็งแรง หาอาหารได้มากต้นพืชจึงสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพดี เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดินได้มากกว่า 10 ชนิด ที่สำคัญได้แก่

1. เชื้อราพิเทียม สาเหตุโรคกล้าเน่า เมล็ดเน่า เน่ายุบ และเน่าคอดิน

2. เชื้อราไฟทอปธอร่า สาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า โรคเลทไบลท์

3. เชื้อราสเคลอโรเทียม สาเหตุโรคโคนเน่า โรครากเน่า (ราเมล็ดผักกาดขาว)

4. เชื้อราไรช็อคโทเนีย สาเหตุโรคกล้าเน่า โคนเน่าขาว รากเน่า

5. เชื้อราฟิวซาเรียม สาเหตุโรคเหี่ยว

โดยเกษตรกรสามารถใช้วิธีการที่เหมาะสม ดังนี้

1. การคลุกเมล็ด ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด) 1-2 ช้อนแกง (10-20 กรัม) ต่อเมล็ดพืช 1 กก. โดยคลุกเคล้าให้เข้ากันในถุงอาจเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้สปอร์ของเชื้อราเคลือบติดบนผิวของเมล็ดพืชได้ดียิ่งขึ้น

2. การรองก้นหลุมและการหว่าน ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กก. บวกลำละเอียด 5 กก. บวกปุ๋ยหมัก 40 กก. รองก้นหลุม ปลูกในพืชผัก พืชสวน 10-20 กรัม/ต้น หว่านในแปลงปลูก 50-100 กรัม/ตารางเมตร และในพืชสวนหว่านใต้ทรงพุ่มในอัตรา3-5 กก./ต้น

3. การผสมกับวัสดุปลูก ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด)ที่ผสมแล้วกับวัสดุผสม 1 ส่วน กับวัสดุปลูก 4 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนบรรจุลงในภาชนะเพาะเมล็ด เพาะกล้า

4. การผสมน้ำฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด) 1 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร โดยกวนล้างสปอร์ในน้ำ 20 ลิตรก่อน จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำสปอร์เทลงถังฉีดพ่นและเติมน้ำจนเต็ม 100 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในแปลงกล้าโคนต้นพืชและฉีดพ่นทางใบ


วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เยาวชนภาคเหนือลุกเปิดเวทีต้านบุหรี่ไฟฟ้า – เผยตัวเลขน่าห่วง เด็กไทยเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น


เพชรบูรณ์ – ที่ลานหน้าพระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ กลายเป็นพื้นที่รวมพลังของเยาวชนและภาคีเครือข่ายในภาคเหนือ ในกิจกรรมรณรงค์ “คนภาคเหนือต้องไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 2568 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็งจังหวัดเพชรบูรณ์ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีนายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ดร.กนก ยนต์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ กล่าวรายงาน และ ศ .นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมเสวนาประเด็น“กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า: นิโคติน เสพติด จน ตาย”ร่วมกับผู้แทนภาคีเครือข่าย

กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วยนิทรรศการให้ความรู้ เสวนาเจาะลึกภัยเงียบจากบุหรี่ไฟฟ้า เวทีแสดงพลังของเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงการให้คำปรึกษาการเลิกบุหรี่จากหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด คลินิกฟ้าใส โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เทศบาลตำบลวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ เครือข่ายเยาวชน Gen Z จังหวัดเพชรบูรณ์ และเครือข่ายศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก Gen Alpha จากโรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่าน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงกระแสตื่นตัวในสังคมไทยต่อปัญหาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบในเด็กและเยาวชน

เด็กไทยเสี่ยงหนัก ผลสำรวจชี้เข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลจากการสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย ปี 2565 (Global Youth Tobacco Survey: GYTS) ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันกำลังเอื้อให้เด็กสูบบุหรี่ได้ง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยพบว่า

  • เยาวชนไทยกว่า 6 ใน 10 คนเคยเห็นการโฆษณาส่งเสริมการขายบุหรี่ผ่านสื่อออนไลน์

  • สัดส่วนเยาวชนที่ ได้รับบุหรี่ใช้ฟรี เพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในปี 2558 เป็น 11.1% ในปี 2565

  • การมี สิ่งของที่มียี่ห้อหรือโลโก้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพิ่มจาก 10.5% เป็น 12.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน

  • ที่น่าตกใจคือ เด็กไทยสามารถ ซื้อบุหรี่แยกเป็นมวนได้เพิ่มขึ้น จาก 19.6% ในปี 2558 เป็น 37.4% ในปี 2565

ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า การควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบในสื่อออนไลน์จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งจัดการ พร้อมกับการส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงอันตรายจากการใช้ยาสูบอย่างต่อเนื่องในทุกระดับของสังคม

ภาคเหนือเฝ้าระวังหนัก – เยาวชนสูบบุหรี่สูงสุดในประเทศ

สถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2564 ระบุว่า อัตราการสูบบุหรี่ในเยาวชนภาคเหนือพุ่งสูงถึง 15% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่พบว่า อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 15–29 ปี เพิ่มขึ้นจาก 5.8% (ปี 2562) เป็น 12.2% (ปี 2568)  โดยเฉพาะในจังหวัดตาก ที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูงเป็นลำดับที่ สอง ของประเทศ คือ ร้อยละ 25.63, รองจากจังหวัดกระบี่ของภาคใต้ที่อัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุดในประเทศ ร้อยละ 27.09   ส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน อัตราการสูบบุหรี่สูงเป็นลำดับสองของภาคเหนือ แต่เป็นลำดับที่ 28 ของประเทศ คือ ร้อยละ 18.50   ในขณะที่ จังหวัดเพชรบูรณ์มีอัตราการสูบบุหรี่ เป็นลำดับที่ 47  คือ ร้อยละ 15.89  แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนัก เด็กและเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างเปิดเผย


ภาครัฐเอาจริง สั่งปราบเข้มบุหรี่ไฟฟ้า

โดยในขณะนี้ ภาครัฐเดินหน้ามาตรการปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น มีการดำเนินคดีกว่า 2,000 คดี มูลค่าของกลางรวมกว่า 295 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังได้มีการ ปิดกั้นกว่า 9,000 แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีการลักลอบจำหน่ายสินค้าดังกล่าว และเริ่มใช้ เทคโนโลยี AI ตรวจจับสื่อผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนถึงระยะยาว แบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

  1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

  2. การป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเด็กและเยาวชน

  3. การปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อพฤติกรรมการตลาดยุคใหม่


เสียงจาก Gen Z ภาคเหนือ: “ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า”

บนเวทีกิจกรรมที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เยาวชนกลุ่ม Gen Z จากหลากหลายจังหวัดในภาคเหนือ ได้ร่วมกันประกาศเจตจำนงชัดเจนว่า พวกเขาไม่ต้องการให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาทำลายชีวิต ความฝัน และสุขภาพของคนรุ่นใหม่ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐและสังคมร่วมกัน “ปกป้องเด็กไทย” จากกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าให้ถึงที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ทำบุญกลางบ้าน ไหว้พ่อปู่ดำ บ้านวังไทรทอง คอหวยไม่พลาด เลขธูปเสี่ยงทายมาเต็ม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่บ้านวังไทรทอง หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 7 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านจำนวนมากพร้อมใจกันร่วมสืบสานประเพณีโบราณ “ทำบุญกลางบ้าน” หรือ “ทำบุญเดือนหก” และประกอบพิธีไหว้ศาลพ่อปู่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อปู่ดำ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่โบราณ

โดยในช่วงเช้ามืด ชาวบ้านได้นำเครื่องเซ่นไหว้ ไม่ว่าจะเป็นไก่ต้ม ไข่ต้ม ข้าวสวย ผลไม้ ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำหวาน เหล้า และอาหารคาวหวาน มาร่วมทำพิธีบวงสรวงศาลพ่อปู่กลางหมู่บ้าน ก่อนนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คนในชุมชน จากนั้น มีการก่อเจดีย์ทราย นำไม้มงคลปักเป็นเสาหลักเมือง และตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสี พร้อมนำน้ำมนต์ไปประพรมตามบ้านเรือน เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกครอบครัว

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ช่วง “จุดธูปเสี่ยงทาย” ซึ่งเป็นที่ตั้งตารอของบรรดาคอหวย โดยธูปเสี่ยงทายชุดแรกให้เลข “834” จากนั้นมีผู้จุดธูปอีกชุด ปรากฏเลข “018” และ “391” ทำเอาชาวบ้านฮือฮา ต่างพากันจดเลขไว้ บ้างก็ใช้มือถือถ่ายรูป บางคนซื้อลอตเตอรี่ทันที หวังลุ้นโชคจากพ่อปู่ดำตามความเชื่อ  งานบุญกลางบ้านในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน ที่ยังคงร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป

เดชา มลามาตย์ รายงานจากเพชรบูรณ์


วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์จัดยิ่งใหญ่ “วิสาขปุรณมีบูชา เขาคลังนอก” ประชาชนหลั่งไหลสักการะสถูปพันปี สืบสานมรดกโลกศรีเทพ

บรรยากาศที่โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าร่วมงาน “วิสาขปุรณมีบูชา สักการะมหาสถูปเจดีย์เขาคลังนอก” และ ตลาดวัฒนธรรมย้อนยุค ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2568 เพื่อสืบสานประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา และส่งเสริมเมืองศรีเทพในฐานะ “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารระดับจังหวัดร่วมงานพร้อมหน้า อาทิ นายชนก มากพันธุ์, นายกกชัย ฉายรัศมีกุล, นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์, นายสมพงษ์ หอมสนิท ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์, ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์, นายวีระวัฒน์ วัฒนพงษ์พฤกษ์ ที่ปรึกษานายก อบจ.เพชรบูรณ์, นายวิทยา รัตนมณี นายอำเภอศรีเทพ, นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนางจินตนา ทองใจสด นายกเทศมนตรีตำบลพุเตย

นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด คณะสงฆ์จังหวัด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก และอำเภอศรีเทพ โดยมุ่งหมายให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีกิจกรรมทั้งเชิงศาสนา วัฒนธรรม และบันเทิง อาทิ พิธีเวียนเทียน “ทักษิณาวรรตรอบสถูปพันปี” จำนวน 999 ย่างก้าว พิธีกวนข้าวมธุปายาส ตามคติพุทธบูชาโบราณ, ตลาดย้อนยุคสมัย, ตลาดแลกเบี้ยลุ่มน้ำป่าสัก และตลาดสายมู “เส้นทางศรัทธา” รวมทั้งการแสดงแสง สี เสียง “แสงแห่งศรัทธาวิสาขปุรณมีบูชา” และดนตรีลูกทุ่งร่วมสมัยโดยวง LK.P ลูกพ่อขุนผาเมืองแบนด์ จากโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม

ทั้งนี้ เทศกาล “วิสาขปุรณมีบูชา สักการะมหาสถูปเจดีย์เขาคลังนอก” เป็นหนึ่งใน 6 เทศกาลสำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรมคัดเลือกในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อส่งเสริม Soft Power ไทยด้านเทศกาลวัฒนธรรม และขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนรากฐานภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังศรัทธาของชาวเพชรบูรณ์ที่ร่วมกันอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมให้อยู่ในวิถีชีวิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม และสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจแก่ชุมชนอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ศึกชิงเก้าอี้นายกเทศบาลท่าข้ามเดือด คนเก่าปะทะคนใหม่ ประชาชนลุ้นระทึกก่อนวันเลือกตั้ง

11 พฤษภาคม 2568 คือวันตัดสินใจของชาวตำบลท่าข้าม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กับการเลือกตั้งนายกเทศบาลตำบลท่าข้าม ซึ่งแม้จะมีผู้สมัครเพียง 2 คน แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เนื่องจากทั้งสองต่างมีคุณสมบัติและวิสัยทัศน์ที่น่าจับตา

ด.ต.ไพศาล พุทธเหมาะ ผู้สมัครเบอร์ 1 อดีตนายกเทศมนตรี 4 สมัย ที่เคยชนะเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งใน 2 ครั้งหลังสุด ชูผลงานกว่า 40 โครงการ เช่น หอนาฬิกาวงเวียนฮอด สนามกีฬาเทศบาล และโครงการแก้น้ำท่วมใหญ่หน้าสภ.ฮอด พร้อมนโยบายต่อยอดงานเดิม ทั้งการป้องกันตลิ่งแม่น้ำแม่แจ่ม ตั้งทีมกู้ชีพกู้ภัย และขุดลอกลำห้วยเพื่อเกษตรกรรม โดยประกาศชัด “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ให้ประชาชนตัดสินจากผลงาน

ด้าน นางสาวอรจนา พิมสาร หรือ “หมอต่าย” ผู้สมัครเบอร์ 2 พยาบาลมืออาชีพจากโรงพยาบาลฮอด ที่ก้าวสู่สนามการเมืองครั้งแรกในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ เสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อยกระดับสาธารณสุข การจัดการน้ำ และเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น จัดตั้งรถพยาบาลฉุกเฉิน สร้างสถานีสูบน้ำใหม่ และเปิด “ตลาดสดน่าซื้อ” พร้อมวิสัยทัศน์บริหารโปร่งใส ตรวจสอบได้

บรรยากาศก่อนวันเลือกตั้งคึกคัก ทีมผู้สมัครเดินหน้าลงพื้นที่และรณรงค์ผ่านทุกช่องทาง ขณะที่ชาวท่าข้ามต่างตั้งความหวังกับผู้นำท้องถิ่นคนใหม่ ที่จะพาพื้นที่ก้าวหน้าไปใน 4ปีข้างหน้า ระหว่างผู้นำมากประสบการณ์ หรือคนรุ่นใหม่ไฟแรง? คำตอบอยู่ในมือประชาชน 11 พฤษภาคมนี้ ที่คูหาเลือกตั้ง.

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เพชรบูรณ์เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์มิติศาสนา ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าเชิงสร้างสรรค์

 

วัที่ 8 พฤษภาคม 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดประชุมคณะทำงานส่งเสริมการยกระดับพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ในมิติศาสนาให้เป็นสินค้าโดดเด่นระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.. 2568 โดยมี นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะทำงานฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้น4 อาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วมประชุม

นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า กรมการศาสนาได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการยกระดับพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ในมิติศาสนาให้เป็นสินค้าโดดเด่นระดับจังหวัด มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้วัดและชุมชนโดยรอบเป็นศูนย์กลางการสร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีอัตลักษณ์ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรม พัฒนาทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัด หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ทางจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ดำเนินการสำรวจชุมชนคุณธรรม 3 แห่งที่มีศักยภาพความพร้อมตามหลักเกณท์ที่กรมการศาสนากำหนด และทางกรมการศาสนาได้คัดเลือกชุมชนคุณธรรมวัดท่ากกแก ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นชุมชนคุณธรรมเป้าหมายพร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณจำนวน 50,000 บาทในการดำเนินการ พร้อมทั้งให้แต่งตั้งคณะทำงานจากผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนเทศบาล ผู้แทนสถาบันการศึกษา ผู้แทนพาณิชย์จังหวัด พัฒนาชุมชน อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ผู้นำชุมชน สภาวัฒนธรรม สื่อมวลชน เป็นคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ ส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งในการประชุม วันนี้ คณะทำงานฯ มีวาระการพิจารณาคัดเลือกผลิตภัณท์ชุมชนคุณธรรมพลังบวรวัดท่ากกแก ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ คือกระเป๋าจากผ้าหมี่คั่นน้อยและผ้าไส้ปลาไหล ซึ่งผ้าหมี่คั่นน้อย และผ้าไส้ปลาไหล เป็นผ้าทอพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีจุดเด่นทั้งในด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ผ้าทั้งสองชนิดนี้จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอธรรมดา แต่ยังเป็น "สัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาและศรัทธา" ที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรมได้อย่างมีคุณค่าและแตกต่างจากตลาดทั่วไป สำหรับกิจกรรมนั้นจะมีการ อบรมบ่มเพาะความรู้ ฝึกปฏิบัติยกระดับผลิตภัณท์โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ การออกแบบผลิตภัณท์ การสร้างแบนด์ ตราสัญญลักษณ์ และจัดหาช่องทาง/วางแผนการจัดจำหน่าย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พัฒนาชุมชนจังหวัด พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ติดตามปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนคุณธรรม พร้อมทั้งจัดส่งผลิตภัณท์ตัวอย่างอย่างน้อย 1 ผลิตภัณท์ให้กรมการศาสนาเพื่อนำผลงานไปจัดแสดงในงานมหกรรมชุมชนคุณธรรมในเดือนสิงหาคมต่อไป


ข่าวแนะนำ

นายกสมพรจัดใหญ่! บ่อแสนสัมพันธ์ ครั้งที่ 12 ขนทัพนักร้อง–พาเหรด 8 หมู่บ้าน สร้างสุขล้นสนาม

พังงา – วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแสน ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นายวิรัตน์ เพาะปลูก รอ...

ข่าวยอดนิยม

ค้นหาบล็อกนี้