การเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมหาเสียงตามปฏิทินเลือกตั้ง หากแต่สะท้อนการวางหมากทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย ที่พรรคต้องการตอกย้ำความเป็น “พรรคเศรษฐกิจ” และฟื้นฐานเสียงในจังหวัดยุทธศาสตร์ของภาคกลางตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม
การเลือกพื้นที่บริเวณท่าข้าวข้างวัดหาดแตงโม อำเภอตะพานหิน ซึ่งเป็นชุมชนเศรษฐกิจดั้งเดิม และมีเกษตรกรจำนวนมาก เข้ากับเนื้อหาการปราศรัยที่มุ่งโจทย์ปากท้อง สะท้อนความพยายามของเพื่อไทยในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศเข้ากับชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่ โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อพรรคในสนามแข่งขันที่เข้มข้น
บนเวที นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เลือกเน้นย้ำชุดนโยบายเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะแนวคิด “คนไทยไร้จน” ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มรายได้ขั้นต่ำให้พ้นเส้นความยากจน ควบคู่กับการรื้อฟื้นเครื่องมือเดิมอย่างกองทุนหมู่บ้านและโครงการ SML นัยสำคัญคือการส่งสัญญาณว่า เพื่อไทยยังคงยึดแนวทาง “รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างขึ้นบน” ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต และต้องการนำกลับมาเป็นคำตอบท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ขณะเดียวกัน การชูนโยบาย “30 บาทด้วยเอไอ” และการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นความพยายามปรับภาพลักษณ์นโยบายสวัสดิการแบบดั้งเดิม ให้สอดรับกับบริบทเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญที่พรรคต้องรักษาไว้
ในมิติการเกษตร การหยิบประเด็นราคาข้าว ข้าวโพด และอ้อย รวมถึงการรับประกันรายได้ พักหนี้ และลดภาระหนี้สินเกษตรกร สะท้อนความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดพิจิตรอย่างชัดเจน จังหวัดที่พึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก และได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง นโยบายเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงคำสัญญาเชิงนโยบาย แต่เป็นการสื่อสารตรงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลักของพื้นที่
อีกหนึ่งหมากสำคัญ คือการดันตัวผู้สมัครในพื้นที่อย่าง นายภูดิท อินสุวรรณ หรือ “โกทรัพย์” อดีต ส.ส. พิจิตร เขต 2 ขึ้นเป็นศูนย์กลางของเวทีปราศรัย การเน้นประวัติการทำงานและความใกล้ชิดกับพื้นที่ เป็นความพยายามผสาน “แบรนด์พรรค” เข้ากับ “ตัวบุคคล” เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าที่นั่งในเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันไม่ง่าย
ด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค ใช้บทบาทตัวเชื่อมระหว่างนโยบายระดับชาติและความคาดหวังของคนในพื้นที่ โดยย้ำความพร้อมของพรรคในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ เขต 2 ของจังหวัดพิจิตร ที่ทางพรรคเพื่อไทยส่งนายภูดิท อินสุวรรณ เบอร์ 1 ลงสนามในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพเพื่อไทยในฐานะพรรคที่มีประสบการณ์จัดตั้งรัฐบาล
เมื่อมองในภาพรวม เวทีพิจิตรครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยที่ชัดเจน คือการเร่งเก็บคะแนนในจังหวัดที่มีศักยภาพ พร้อมตอกย้ำจุดขายด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการ ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการได้ที่นั่งเพิ่มในจังหวัดพิจิตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และผลักดันนโยบาย “แก้จน” ให้เดินหน้าได้จริงในสมรภูมิการเมืองหลังการเลือกตั้ง



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น